HYP Signature Life Men Talk

รู้จักเบียร์หลายยี่ห้อว่าเท่แล้ว แต่ถ้ารู้จักแก้วที่ใส่เบียร์เท่กว่าเยอะ

single image

ยุคเบียร์คราฟผ่านไปแล้วหรือยัง??
หลังจากที่เห็นกระแสคงอยู่นานนับปีในการสู้รบตบมือระหว่างนักต้มเบียร์คราฟชาวไทย (Thai brewer)กับหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายควบคุมผู้ผลิตแอลกอฮอล์
เราก็ลุ้นๆ กันอยู่นานวาจะออกหัวหรือก้อย แต่ท้ายสุดก็เป็นไปตามคาด กระแสก็คือกระแสที่มาแล้วก็หมดไป เพราะท้ายที่สุด สิ่งที่คนไทยผู้รักในศิลปะการต้มเบียร์ไม่น้อยไปกว่าอิสรภาพในการแสดงออกต้องการให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมก็ต้องพับลงถังขยะเพระกฎหมายการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยนั้นแข็งแรงและเอื้อประโยชน์ให้กับนายทุนเสียเหลือเกิน จะให้เปลี่ยนง่ายๆ คงไม่ได้เพราะจะมีผู้มีอิทธิพลมากมายเสียประโยชน์จากการที่คนไทยต้มเบียร์กินกันเองได้ในครัวเรือน
ส่วนนักต้มเบียร์คนไทยที่อยากมีแบรนด์ของตัวเองที่พอจะมีกำลังทรัพย์หน่อย หลังอกหักจากการต่อสู้ในเกมนี้ก็เอาสูตรเบียร์ที่ตัวเองคิดขึ้นมาไปให้โรงงานในประเทศเพื่อนบ้านแถวเขมรหรือลาวผลิตให้(เดี๋ยวนี้มีหลายที่เลย)ติดสติกเกอร์แบรนด์บนขวดแล้วก็ส่งกลับเข้ามาประเทศไทยในฐานะของเบียร์นำเข้าที่ราคาก็เท่าๆ กับเบียร์คราฟต์ฝรั่ง ส่วนบริวเวอร์ระดับต้มเบียร์ดื่มกันเองในหมู่เพื่อนฝูงหรือแจกตามปาร์ตี้ไม่กี่สิบกี่ร้อยขวดก็ลดสถานะลงมาทำเงียบๆ กันตามบ้าน ไม่โหวกเหวกส่งเสียงให้เสี่ยงเสียค่าปรับแพงระยับ
พอผ่านพ้นกระแสหลักเรื่องคนไทยจะทำเบียร์ดื่มเองแบบถูกกฎหมายได้หรือไม่ไป(ซักพักใหญ่)แล้ว แต่ผู้คนที่รักในเบียร์คราฟก็ยังหาเรื่องมาถกเถียงกันต่อไม่รู้จบในอินเตอร์เน็ตเต็มไปหมดไม่ว่าจะทั้งเรื่องของวัตถุดิบไทยๆที่ใช้ในการผลิต รสชาติของเบียร์คราฟประเภทต่างๆ ธุรกิจเบียร์ ยีห้อเบียร์ บลาๆๆ ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นการเถียงที่ไม่จบไม่สิ้นเสียด้วย
ครั้งนี้!
เราจึงมุ่งหมายไปที่หัวข้อเกี่ยวกับเบียร์ที่ได้รับความสนใจในการถกเถียงถึงมัน ‘ต่ำ’ มาก 55555+
ประเด็นที่คนไม่ค่อยพูดถึง(แต่มีความสำคัญมาก) ก็คือเรื่องของประเภทของ ‘แก้วเบียร์’ ที่เป็นตัวเสริมและช่วยชูรสชาติเบียร์ให้เด่นชัดยิ่งขึ้น(เป็นเรื่องอารมณ์ล้วนๆ)ถ้าคุณเทมันลงในแก้วที่ถูกเรื่องถูกราว
และนี่คือแก้วเบียร์ 11 ที่เป็นสากลนิยม เรียงจากแก้วที่กะโหลกกะลาที่สุดไปจนถึงแก้วที่ดีที่สุดที่คุณควรพูดถึงมันให้มากๆ หากไปคุยกับใครเรื่องเบียร์คราฟต์ เพราะมันจะทำให้คุณดูเจ๋งขึ้นมาได้เนียนๆ แบบชนิดที่ว่าแทบจะไม่ต้องรู้เรื่องเบียร์เลยก็ได้ครับ

1.The Shaker Pint

1.The Shaker Pint

1.The Shaker Pint
คุณต้องรู้จักมันแน่ๆ เพราะส่วนใหญ่ของเบียร์อุ่นๆ(ทั้งที่ควรจะเย็น) มักถูกเทใส่แก้วชนิดนี้ตามบาร์ห่วยๆทั่วประเทศ มันคงจะดีถ้าแก้วประเภทนี้แค่ติดโลโก้ร้านแล้วถูกขายเป็นแค่ของที่ระลึกตามบาร์หรือแค่ใช้ดื่มน้ำธรรมดาหรือใช้เขย่าชงเครื่องดื่มค็อกเทลแบบที่บาร์เทนเดอร์ชอบทำกันเพราะมันถูกสร้างมาให้ใช้แบบนั้น แต่มันเป็นทางเลือกที่แย่มากถ้าเอามาใช้เสิร์ฟเบียร์ มันเป็นแก้วที่เก็บฟองเบียร์ได้ไม่ดี แถมกลิ่นของเบียร์ยังระเหยไปที่อื่นแทนที่จะไปที่จมูกและปากของคุณ และขอบของมันก็ยังหนามาก ทำให้คุณลิ้มรสชาติแรกของเบียร์แทบไม่ได้เลย จำไว้นะครับถ้าร้านไหนเสิร์ฟคราฟเบียร์ราคาขวดละสองสามร้อยให้คุณในแก้วแบบนี้ ร้านนั้นก็ไม่ได้มีรสนิยมเท่าไหร่หรอก

2.The Chalice

2.The Chalice

2.The Chalice
โดยปกติแล้วแก้วชนิดนี้ใช้เสิร์ฟเบียร์เบลเยี่ยม(ที่ว่ากันว่าดีต่อสุขภาพ) เช่นพวก Quadrupel หรือ Dubbel และอื่นๆที่คุณไม่เคยคิดจะดื่ม พราะมัวแต่ยุ่งอยู่กับการดื่มคราฟ India Pale Ale รสฉ่ำๆที่(แทบจะ)ทุกคนในประเทศไทยชื่นชอบ (เบียร์ที่ใส่ฮ็อพเยอะๆ เน้นความขม มีกลิ่นหอมชวนดื่ม สีเหลืองอำพัน ดื่มแล้วสดชื่น) แต่ถ้าจะถามว่าคุณควรมีแก้วแบบนี้ติดบบ้านไว้ไหมน่ะเหรอ? ก็อาจจะใช่ ถ้าคุณได้ใช้มันในโอกาสยากๆ เช่นมีเพื่อนจะหิ้วเบียร์จากเบลเยียมมาฝากที่บ้าน แต่ถ้าไม่ได้มีบ่อยคำตอบคือ ไม่จำเป็นครับ

3.The Hefeweizen glass

3.The Hefeweizen glass

3.The Hefeweizen glass
ถึงแม้จะเป็นแก้วที่พบเห็นบ่อย แต่อย่าแปลกใจถ้าผมจะจัดอันดับแก้วนี้ให้ต่ำหน่อยตามความเห็นส่วนตัว เพราะผมไม่ได้เป็นแฟนตัวยงของ Wheat beer มากเท่าไหร่ (เบียร์ข้าวสาลีที่เรียกว่า Weizen ต้นกำเนิดจากยอรมนีตอนใต้หรือบาวาเรีย) ก็เลยไม่ค่อยมีประสบการณ์การใช้แก้วชนิดนี้มากนัก แต่เห็นได้ชัดจากจุดด้อยของมันในเรื่องการรักษาโฟมฟองที่ทั้งหนาและออกจะดูเป็นครีมที่เมื่อริน wheat beerลงไปแล้วดูลดความน่ามองลองไปได้ระดับนึง อีกข้อด้อยที่ชัดๆคือ แก้วมันสูงมากจนไม่รู้ว่าจะเก็บรวมกับแก้วอื่นๆ ยังไง วางไว้ข้างนอกตู้ก็เสร็จฝุ่นแน่นอน อย่าแปลกใจถ้าคุณไปบาร์เบียร์แล้วจะเห็นแก้วชนิดนี้วางอยู่ที่เคาท์เตอร์หลังบาร์และมีมีผ้าสีขาวปูทับคลุมมันไว้อีกที

4.The Mug

4.The Mug

4.The Mug
เป็นอีกหนึ่งประเภทของแก้วที่พบเห็นบ่อยทุกที่ ทุกเวลา ตั้งแต่ที่บ้าน ที่บาร์ ยันห้องครัวในที่ทำงาน แก้วmug เป็นแก้วที่น่าจะดูบึกบึนแข็งแรงที่สุดในบรรดาแก้วเบียร์ทุกประเภท คุณลักษณะเด่นของมันคือใส่ของเหลวได้เยอะมาก ซึ่งในงานอ็อกโทเบอร์เฟสต์ เทศกาลเบียร์ประจำปีที่จัดขึ้นเป็นเวลา 16 วันช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนตุลาคม ณ เมืองมิวนิก ประเทศเยอรมนี ก็มักจะมีแต่แก้วประเภทนี้ว่างเรียงรายอยู่ทั่วทุกโต๊ะ เพราะเอาจริงๆ ว่ามันเป็นงานที่นักดื่มจากทั่วโลกเหมาชาเตอร์ไฟลท์ตั้งใจจะมาเมากันให้หัวทิ่มไม่ได้จะมานั่งพิจารณาถึงรสชาติเบียร์เท่าไหร่ ดังนั้นนี่จึงเป็นแก้วที่เหมาะสุดสำหรับนักดื่มที่เน้นปริมาณ

5.The Champagne Flut

5.The Champagne Flut

5.The Champagne Flut
มีช่วงสั้นๆ ในสมัยที่กระแสคราฟเบียร์เริ่มระบาดใหม่ๆ แก้วสไตล์นี้สามาถเห็นพบเห็นได้ทั่วไปตามอีเวนท์เบียร์ ตามโรงเบียร์หรือร้านอาหารเท่ๆ ที่นับได้ว่าทรวดทรงของมันช่วยยกระดับสภาพแวดล้อมให้ดูดีขึ้นได้จริงๆ แต่ในขณะเดียวกันก็เหมือนจะเป็นลูกเมียน้อยของแก้วแชมเปญอีกทีทั้งๆ ที่ก็มีแบรนด์แก้วระดับโลกผลิตมันขึ้นมาเพื่อใส่เบียร์โดยเฉพาะ ด้วยคุณลักษณะของมันที่โดดเด่นในเรื่องของการโชว์ฟองได้อย่างสวยงามสามารถรักษาอุณหภูมิ กลิ่นและรสชาติของเบียร์ได้เป็นอย่างดี

6.The Pilsner

6.The Pilsner

6.The Pilsner
คล้ายๆ กันกับแก้ว Hefeweizen ที่ได้พูดถึงไปแล้ว แก้ว Pilsner จริงๆแล้วค่อนข้างให้ความรู้สึกดีมากตอนยกดื่ม แต่รวมๆแล้วใช้งานเชิงฟังก์ชั่นไม่ค่อยได้จริงจังเท่าไหร่ ถึงแม้เวลารินเบียร์ลงไปแล้วมันทำให้ฟองดูอวบดูเยอะน่าดื่ม แต่ไซส์แก้วมันค่อนข้างใหญ่ ยาวและทำความสะอาดยาก หาที่เก็บลำบาก(ที่เก็บมันเลยวางคู่กับ Hefeweizenที่หลังเคาท์เตอร์บาร์เลย) นับเป็นแก้วที่คนดื่มชอบ แต่คนบาร์หรือพนักงานล้างแก้วโคตรเกลียดเลยครับ

7.The Stange

7.The Stange

7.The Stange
ดูเผินๆ คล้ายๆกับแก้วน้ำตามร้านข้าวต้มแต่ทรงสูงกว่าและเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กว่า ซึ่งจัดได้ว่าเป็นสไตล์ของแก้วที่มีความเรียบง่ายและถูกประเมินคุณค่าของมันต่ำเกินไปกว่ามาตรฐานเยอะ แต่ก็เพราะความเรียบง่ายของมันนี่แหละครับที่ทำให้คุณสามารถเทเบียร์แบบไหนใส่ลงไปก็ได้ จะใส่น้ำอัดลมหรือน้ำผลไม้ก็ยังได้(ตามโรงแรมใช้กันยับ) นับเป็นแก้วที่ไม่ว่าจะจับซักกี่ครั้ง ก็ให้อารมณ์ราวกับว่ากำลังดื่มอยู่ในงานแต่งไม่มีผิด

8.The Snifter

8.The Snifter

8.The Snifter
ถึงแม่ทรวดทรงของมันจะบอกโต้งๆว่านี่คือแก้วบรั่นดี เพราะนอกจากชื่อ Snifter แล้วมันก็ยังถูกเรียกไปในแบบอื่นๆอีกไม่ว่าจะทั้ง Brandy glass หรือ Balloon glass ด้วยลักษณะทางกายภาพของมันที่สามารถเก็บของเหลวได้เยอะ เก็บกลิ่นได้ดี ทำให้นอกจากนิยมใช้สำหรับใส่บรั่นดีหรือเหล้าตัวเดียวเพียวๆ ที่มีกลิ่นหอมแล้วก็ยังนำมาใช้กับเบียร์อีกด้วย ถึงแม้แก้ว Snifter ถูกออกแบบมาให้ถือด้วยฝ่ามือเพราะต้องการให้มีการถ่ายอุณหภูมิความรัอนจากอุ้งมือไปสู่ตัวแก้วเพื่อให้ของเหลวในแก้วส่งกลิ่นหอมพวยพุ่งออกมาได้ดีขึ้น แต่พอเมื่อนำมาใส่เบียร์แล้วไซร้ คุณจะถือมันยังไงก็เรื่องของคุณเถอะครับ โดยเบียร์ที่มีดีกรีแรงมากกว่า 8% เน้นเรื่องโชว์กลิ่นนั้นจะนิยมเสิร์ฟกันในแก้วประเภทนี้

9.The Nonic Pint

9.The Nonic Pint

9.The Nonic Pint
ถึงแม้จะมีความคล้ายกันในแง่ของความสูงและรูปทรงกับ Shaker Pint แต่ Nonic Pint คือแก้วเวอร์ชั่นที่มีความหรูหรากว่า Shaker Pint หลายเท่านัก เพราะมันถูกออกแบบมาให้มีความสะดวกสบายในการถือ มีปากแก้วที่ใหญ่และกว้าง ซึ่งผมคิดว่าลักษณะเหล่านี้ทำให้แก้วประเภทนี้กลายเป็นแก้วที่ยอดเยี่ยมสำหรับการเทเบียร์จากกระป๋องขนาดไซส์ 16 ออนซ์ใส่เข้าไปมากที่สุด(ที่เดี๋ยวนี้ค่ายไหนก็ทำไซส์นี้) นอกจากนี้พวกมันยังช่วยรักษาครีมฟองเบียร์ปริมาณมากและยังทำให้คุณมีความสุขกับดื่มเบียร์มากขึ้นไปอีกหลายเท่ากว่าที่เคยจากส่วนเว้านูนประมาณ 1 นิ้วจากปากแก้วเพื่อให้จับถือได้กระชับขึ้นและยังช่วยป้องกันแก้วติดกันเวลาล้างคว่ำแล้ววางซ้อนกัน ในขณะเดียวกันก็ช่วยชะลอฟองไม่ให้เกินขอบแก้วเวลาเทเบียร์ลงไปด้วย

10.The Belgian Tulip

10.The Belgian Tulip

10.The Belgian Tulip
แก้วชนิดนี้ต่างจากแก้วไพน์ตรงที่มีส่วนโค้งเพิ่มขึ้นมาที่ด้านบน ในขณะที่ครึ่งล่างจะแคบลง จึงทำให้มีพื้นที่ครึ่งบนมากกว่าครึ่งล่างที่สามารถรักษาฟองเบียร์ให้เป็นรูปทรงได้นานขึ้น เหมาะสำหรับเบียร์ dry stout / irish stout หรือเบียร์บ้านๆแบบ Guinness ซึ่งสามารถพบได้ทั่วไปตามบาร์เบียร์รสนิยมดี โดยพื้นฐานแล้วมันเป็นแก้วลูกผสมระหว่างsnifter กับ traditional tulip แต่อย่างไรก็ตามส่วนล่างของแก้วพวกนี้มีความหนาของของเนื้อแก้วจนน่ารำคาญ แถมยังมีพื้นที่เหลือน้อยสำหรับการถือ แต่หากคำนึงถึงปัจจัยเรื่องความหาง่าย สวยงามและราคาถูก แก้วแบบอื่นๆก็คงเอาชนะแก้วชนิดนี้ได้ยากครับ

11.The TeKu

11.The TeKu

11.The TeKu
อะไรที่เป็นงานดีไซน์จากอิตาลีรับรองว่าไว้ใจได้ครับ ไม่ว่าจะมาจากห้องเสื้อแฟชั่นหรือโรงงานรถสปอร์ต…แก้วเบียร์ก็เช่นกัน
ที่สุดของแก้วคราฟต์เบียร์ผมขอยกให้แก้วชนิดนี้ครับ เพราะนักดื่มเบียร์ทั่วโลกต่างก็กล่าวถึงความงามที่สะท้อนวิถีของการดีไซน์มันออกมาไว้ได้อย่างสมบูรณ์ และถึงแม้จะเป็นแก้วที่มีอายุอานามไม่เก่าแก่นักในประวัติศาสตร์ของการดื่มเบียร์ ทว่าสามารถก้าวขึ้นสู่ทำเนียบแก้วเบียร์คลาสสิกได้สำเร็จ แก้วเทกุเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นเอกด้านการออกแบบของชายผู้หลงใหลในวัฒนธรรมเบียร์อย่างสุดขั้วสองคน คือ นาย Matterino “Teo” Musso ผู้ก่อตั้งผับดนตรีสดซึ่งต่อมากลายเป็นโรงเบียร์ที่โด่งดังชื่อว่า Le Baladin และ นาย Lorenzo Dabove “Kuaska” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเบียร์ระดับหัวแถวของประเทศอิตาลี โดยชื่อ “เทกุ” (เต-กู) นั้นก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาจากการผนวกเอาพยางค์แรกของชื่อเล่นของทั้งสองคนเข้าด้วยกันนั่นเอง(ดังจะเห็นได้จากวิธีสะกดว่า TeKu ไม่ใช่ Teku)แก้วเทกุได้ถูกผลิตขึ้นอย่างประณีตด้วยเทคโนโลยีการผลิตแก้วชั้นสูงจากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรมการผลิตแก้วที่ชื่อว่าRastal ซึ่งตัวแก้วมีความเซ็กซี่บอบบางอย่างมากและมีราคาแพงมากเช่นกัน
ด้วยวิธีคิดที่ยึดโยงทั้งประโยชน์ใช้สอยของแก้วทรงดอกทิวลิปที่ช่วยขับเน้นเรื่องสีและกักเก็บกลิ่นของเบียร์เอาไว้เหมาะแก่การ ยื่นจมูกเข้าไปชมกลิ่นผนวกกับรูปแบบร่วมสมัยที่เพิ่มเติมความโฉบเฉี่ยว นอกจากเรื่องรูปลักษณ์แล้วการยืดก้านจับให้ยาวขึ้นยังช่วยทำให้น้ำเบียร์ห่างมือที่หมายถึงการที่สามารถคงอุณหภูมิเดิมตอรเสิร์ฟไว้ได้นานขึ้นด้วย

You may like