HYP Signature Life Men Talk

3 สเต็ปการจีบสาวสำหรับชาว “เล่นของสูง”

single image

#เบื่อไหมจีบใครก็ไม่เคยติด
#ใครอ่านจบโพสต์นี้
#ขอให้ได้ขอให้โดน

“ประสบการณ์ตรง แชร์ไอเดียจีบสาว 3 สเต็ปสำหรับคนชอบ”เล่นของสูง”

ถ้าหากว่า… ผู้หญิงที่คุณสนใจ ไม่ใช่ผู้หญิงธรรมดา?
แต่เป็นสาวมั่นที่ทั้งสวย เก่ง เป็นดาวเด่นครบเครื่องที่ใครๆก็ชื่นชม
.
การเข้าไปจีบเธอซื่อๆนั้นคงจะแทบจะเป็นไปไม่ได้(ไม่ใช่งานง่าย) และยิ่งถ้าใช้วิธีไก่กาตามหยอดเสี่ยวๆ เหมือนเดิมก็คงจะจบที่การฟังเพลงเศร้า นั่งเหงาๆ ปลอบใจตัวเองทุกที(เหมือนเดิม)
.
ครั้งนี้… เฮียเลยจะมานำเสนอวิธีการ ‘เต๊าะสาวรสนิยมดี’ อย่างมีชั้นเชิง😎
.
คลาสนี้เคี่ยวแน่นอน ใครคิดว่าสู้ไหว ไปต่อด้วยกันเลยครับ!

STEPที่ 1 “มึงต้องดูดีที่สุดเลยเว้ย”

จากประสบการณ์ส่วนตัวของเฮีย ‘ความประทับใจครั้งแรก’ ถือเป็นเรื่องใหญ่และมันมักจะเกิดขึ้นจากเรื่องภายนอก เพราะเราต่างก็เป็นคนแปลกหน้า
.
เฮียเลยคิดว่าในครั้งแรกที่คุณพร้อมจะบุก ต้องทำยังไงก็ได้ให้เรามั่นใจว่าสิ่งที่เธอจะมองเห็นคือ ‘ความดูดี’ หรือ ‘ดูเป็นดนดี’
.
แน่นอน…คำว่าดูดีหรือดูเป็นคนดีในที่นี้ สามารถมาได้ในหลากหลายรูปแบบ เริ่มง่ายๆ จากการทำตัวเองให้ดูน่ามอง เช่น ในวันนั้นเราอาจจะตั้งใจเซ็ทผมให้หล่อ หรือ แต่งตัวดูดีมีรสนิยม
.
แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีสิ่งดีๆอีกหลายอย่างที่สามารถโชว์ให้เธอเห็นทดแทนเรื่องหน้าตาหล่อเหลาได้ เช่น แสดงความสามารถในการทำงาน, เล่นดนตรี, หรือ เล่นกีฬา
.
แต่ในกรณีที่เราไม่มีโอกาสแสดงความสามารถพวกนั้นให้เธอดูตั้งแต่ครั้งแรก ยิ่งถ้าแต่งตัวแต่งหล่อไม่เป็น ก็คงต้องสร้างซีนให้ตัวเองด้วยการแสดงความดีอย่างอื่นให้เธอเห็น อย่างเช่นการโชว์ความเป็นสุภาพบุรุษ มีน้ำใจ หรือความเป็นคนตลก เฟรนด์ลี่ เป็นต้น
.
หลังจากที่เธอเห็นอะไรดีๆ ในตัวเราซักอย่างนึงแล้ว มีแนวโน้มที่เธอจะคาดเดาต่อไปได้อีกว่า เราน่าจะต้องมีคุณสมบัติอื่นๆ ที่ดีตามไปด้วย
.
ทำให้เธอตัดสินใจเข้ามาทำความรู้จักกับเรา หรือเปิดโอกาสให้เราเข้าไปทำความรู้จักกับเธอได้มากขึ้นนั่นเอง
.
ซึ่งถ้าทำสเต็ปที่หนึ่งได้สำเร็จ เฮียว่าแม่งก็น่าจะเวิร์คในระดับนึงละ เหมือนเธอกล้าแง้มประตูให้เราเข้าไปทำความรู้จักกับเธอได้
.
ที่เฮียกล้าบอกว่าวิธีนี้มันเวิร์ค ก็เพราะว่าจริงๆแล้วตามหลักจิตวิทยา เขาเรียกเหตุการณ์นี้ว่า “Halo Effect (เฮโล เอฟเฟค)” ซึ่งหมายถึงเหตุการณ์ที่คนเรา ‘ชอบ’ หรือ ‘ยกย่อง’ อะไรซักอย่างหนึ่ง โดย “ตัดสินเอาจากจุดๆเดียว”
.
เช่น การที่เราตัดสินว่าเพื่อนคนหนึ่งต้องเป็นคนดีแน่ๆ เพียงเพราะในวันแรกที่เจอกัน เขาเป็นคนตลกและเฟรนด์ลี่กับทุกๆคน หรือ ตัดสินว่าบุคคลนั้นน่าจะเป็นคนดี จากการที่เขาหน้าตาดีและแต่งตัวดูดี เป็นต้น
.
อ่านดูแล้วอาจจะหาว่าเฮียโม้ แต่มีผลการวิจัยทางจิตวิทยาออกมาแล้วว่า มนุษย์มีแนวโน้มที่จะประเมินคนที่หน้าตาดีว่าเป็นคนฉลาด มีความเมตตา และประสบความสำเร็จในชีวิต อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
.
แต่ช้าก่อนเพื่อน…อย่าเพิ่งรีบไปทำศัลยกรรมให้หล่อกันหมด เพราะเขายังพบอีกว่า หน้าตาดีไม่ได้เป็นเพียงสาเหตุเดียวที่ทำให้เกิด Halo Effect ได้
.
แต่ความร่ำรวย การศึกษา ฐานะทางสังคม เสน่ห์ ความสามารถในการทำงาน ความเป็นคนเก่ง เจรจาเก่ง ฯลฯ ก็สามารถเป็นสาเหตุของปรากฎการณ์ Halo Effect ได้เช่นกัน
.
เพราะงั้น ไปเลือกเอาละกันว่าอยากโชว์ความดีด้านไหนของตัวเองให้เธอเห็นในสเต็ปแรก

STEPที่ 2 “ขยันเจอบ่อยๆ เดี๋ยวเธอก็ค่อยๆชิน”

หลังจากที่เธอมองว่าเราเป็นคนดีแล้ว แต่อาจจะยังรู้สึกเฉยๆกับเราอยู่ ก็มาสู่สเต็ปในการทำให้เธอยอมรับและรู้สึกดีกับเรา
.
วิธีการของสเต็ปนี้คือพยายามพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสายตาเธอบ่อยๆ ว่าง่ายๆ ก็คือทำยังไงก็ได้ให้เจอกันบ่อยๆ ให้เธอได้เห็นเราผ่านๆตาทุกวันจนรู้สึกคุ้นเคยกับเรามากขึ้น
.
เช่น อาจจะใช้วิธีการเดินสวนกับเธอตอนพักเที่ยงทุกวัน หรือไปเนียนๆเดินผ่านโต๊ะทำงาน ไปอยู่ในที่ๆเธอต้องเดินผ่านมาบ่อยๆ ก็ได้ (ทำการบ้านหน่อย)
.
วิธีนี้จะทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยกับเรา รู้สึกว่าทุกครั้งที่เจอกันเราก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร สามารถเห็นเราได้บ่อยๆ แล้วรู้สึกปลอดภัย
.
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ไม่อยากจะเชื่อก็ต้องเชื่อว่ามันสามารถทำให้เธอรู้สึกชอบเราได้ด้วย
.
แต่ในกรณีที่คุณกับเธอไม่มีโอกาสได้เจอกันตัวเป็นๆ อยู่ไกลกันคนละจังหวัด คุณอาจจะใช้วิธีฟอลไอจีหรือเฟสบุ๊คของเธอ และเวลาที่เธอลงรูปในโซเชียลมีเดียเราก็ต้องห้ามพลาด คอยเป็นแผนกไลค์รูปไลค์โพสต์ให้เธออยู่ตลอด
.
ที่ทำแบบนี้ก็เพื่อให้เธอได้เห็นชื่อไอจีเราเห็นชื่อเราผ่านๆตาทุกวันจนรู้สึกคุ้นเคยและรู้สึกดีกับเราในที่สุด บอกเลยว่าวิธีนี้ก็เฉียบไม่น้อย
.
อ่านดูแล้วอาจจะหาว่าเฮียมั่ว เฮียเลยขอเอาหลักฐานมายืนยันว่าเทคนิคนี้มันมาจากปรากฏการณ์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า “Mere Exposure Effect (เมียร์ เอกซ์โพเชอร์ เอฟเฟค)”
.
คือปรากฏการณ์ที่เรารู้สึกดีหรือชอบบางสิ่งบางอย่างหรือใครบางคน เพียงเพราะได้เจอ ได้เห็นหรือได้ยินบ่อยๆ ทั้งที่ในตอนแรกรู้สึกเฉยๆ
.
โดยทฤษฏีนี้ Robert Zajonc (โรเบิร์ต ซาจอนก์) นักจิตวิทยาสังคม ชาวอเมริกัน ได้ทำการศึกษาปรากฏการณ์นี้ตั้งแต่ในช่วงปี 1960s และพบว่าหากเราได้พบเห็นอะไรก็ตามบ่อยๆ มันจะทำให้เรายอมรับสิ่งนั้นได้ง่ายๆหรือชอบสิ่งนั้นโดยไม่รู้ตัว
.
มีการทดลองทางจิตวิทยาอันนึงที่ให้นักศึกษาหญิงซึ่งเป็นหน้าม้าทั้ง 5 คน ที่มีความสวยพอๆกัน เข้าไปนั่งเรียนในห้องเรียน โดยให้แต่ละคนไปปรากฎตัวในจำนวนชั่วโมงเรียนที่แตกต่างกัน เช่น ผู้หญิงคนที่หนึ่งเข้าเรียน 1 ครั้ง คนที่สองเข้าเรียน 5 ครั้ง คนที่สามเข้า10 ครั้ง คนที่สี่เข้าเรียน15 ครั้ง ในขณะที่คนสุดท้ายไม่ได้เข้าเรียนเลย
.
พอจบเทอม ผู้วิจัยก็เอารูปนักศึกษาหญิงหน้าม้าทั้ง 5 คนนี้ ให้นักศึกษาคนอื่นๆในคลาสเดียวกันโหวตว่าคนไหนดูดีมากที่สุด
.
ผลก็คือ ยิ่งหน้าม้าคนไหนเข้ามานั่งในห้องเรียนให้นักศึกษาคนอื่นเห็นบ่อยมากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งถูกประเมินว่ามี“ความดูดี”สูงมากเท่านั้น ส่วนหน้าม้าคนที่ไม่เคยปรากฎตัวในห้องเรียนเลย ถูกโหวตว่า ‘สวยน้อยที่สุด’
.
สรุปว่าในสเต็ปนี้ ถ้าคุณสามารถไปปรากฏตัวให้เธอเห็นบ่อยๆ หรือไลค์รูปเธออยู่บ่อยๆ จนเธอเกิดความรู้สึกคุ้นเคย ก็เหมือนได้ก้าวเข้าไปในหัวใจของเธอแล้วหนึ่งก้าว และมีแนวโน้มสูงที่เธอจะยอมรับคุณ

สเต็ปที่3 “ถ้ายิ้มของเธอ คือเหตุที่ทำให้ใจสั่น”

พอเธอเริ่มคุ้นเคยและรู้สึกดีกับเราแล้ว ก็ถึงเวลาต้องลองเริ่มทักเธอไปคุย
.
แต่มีเงื่อนไขอยู่ว่าทุกครั้งที่เราทักไปคุย โทรไปหา หรือ ไปเจอกับเธอ จะต้องทำให้เธอยิ้มได้ ขำได้ หรือรู้สึกดีทุกครั้ง
.
ต้องทำแบบนี้เป็นประจำต่อเนื่องกันทุกๆวัน เช่น อาจจะทักไลน์ไปคุยตอน 2 ทุ่มทุกวัน ซึ่งแต่ละวันก็มีเรื่องราวสนุกๆหรือมีอะไรตลกๆไปแชร์ให้เธอยิ้มได้และรู้สึกเหมือนได้ผ่อนคลายจากความเครียดในวันนั้น
.
คำเตือน: หากคุณไม่ใช่ณเดชน์ คูกิมิยะ หรือ พี่ติ๊ก เจษฏาพร วิธีการทำให้เธอยิ้มด้วยการเล่นมุขเสี่ยวเกี่ยวใจสาว…อาจจัดเป็นการฆ่าตัวตายได้ (เตือนแล้วนะ)
.
เมื่อทำแบบนี้ทุกวันจนครบหนึ่งเดือน รับรองว่าหลังจากนั้น เพียงแค่ถึงเวลา 2 ทุ่มปุ๊บ เธอก็จะนั่งรอคุณทักมาหา
.
หรือแค่เธอเห็น notification ไลน์คุณทักเข้ามา ยังไม่ทันได้เล่าเรื่องราวขำๆหรือแชร์อะไรตลกๆให้ฟัง เธอก็รู้สึกดีหรือยิ้มได้ไปเรียบร้อยแล้ว
.
ใครยัง งงว่าทำแบบนี้ทุกวันจะไปเวิร์คได้ยังไง เฮียขออนุญาตแชร์สาระ
.
จริงๆแล้วเทคนิคนี้มันมาจาก “Classical Conditioning Theory (ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค)” ของ Ivan Pavlov (อีวาน พาฟลอฟ)
.
เป็นทฤษฎีที่เริ่มมาจากการทดลองสั่นกระดิ่งก่อนที่จะตามมาด้วยการให้อาหารแก่สุนัข แล้วสุนัขก็มีน้ำลายไหล ทำแบบนี้ควบคู่กันไปซ้ำๆหลายครั้ง
.
และในครั้งสุดท้ายลองสั่นกระดิ่งเพียงอย่างเดียวแต่ไม่ได้ให้อาหารตามมา ปรากฏว่าสุนัขก็ยังคงมีน้ำลายไหลได้แม้ไม่มีอาหาร
.
ปรากฏการณ์แบบนี้เรียกว่า พฤติกรรมของสุนัขเกิดจากการเรียนรู้โดยถูกวางเงื่อนไขแบบคลาสสิค
.
สรุปแบบง่ายๆคือ สเต็ปสุดท้ายนี้ ถ้าเราสามารถวางเงื่อนไขให้เขารู้สึกดีหรือยิ้มได้ทุกครั้งที่เราทักไปคุย หรือโทรไปหา
.
ในเวลาต่อมา…แค่เห็นเราเขาก็รู้สึกดีไปแล้ว แบบนี้จีบติดเห็นๆ
.
ใครยังไม่เชื่อ ลองทำแบบนี้ทุกวันจนครบหนึ่งเดือน แล้ววันถัดมาลองหายตัวไปดูสิครับ
.
รับรองว่าเธอจะเป็นฝ่ายโทรมาหาคุณก่อนอย่างแน่นอน

You may like